Enterprise IT Support • Bangkok & Nationwide

Technology newsroom

ส่งอีเมลแล้วเขาเปิดอ่านไหม? วิธีเปิดใช้งาน Read Receipt ใน Gmail และ Outlook

เรียนรู้วิธีใช้ฟีเจอร์ Read Receipt ใน Gmail และ Outlook เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อผู้รับเปิดอ่านอีเมลสำคัญของคุณ พร้อมเข้าใจข้อจำกัดและวิธีใช้งานอย่างมืออาชีพเพื่อไม่ให้ผู้รับรู้สึกว่าถูกจับตามอง

เรียบเรียงโดย SyncTech Solution เผยแพร่ อ้างอิง MakeUseOf
ส่งอีเมลแล้วเขาเปิดอ่านไหม? วิธีเปิดใช้งาน Read Receipt ใน Gmail และ Outlook

เคยไหมครับที่ส่งอีเมลสำคัญไปแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าผู้รับได้เปิดอ่านแล้วหรือยัง โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องด่วน เช่น การส่งใบเสนอราคา สัญญา หรือการแจ้งเตือนที่ต้องการการตอบกลับทันที บทความนี้จาก SyncTech Solution จะแนะนำวิธีใช้ฟีเจอร์ "Read Receipt" หรือ "ใบตอบรับการอ่าน" ใน Gmail และ Outlook เพื่อให้คุณติดตามสถานะอีเมลสำคัญได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

### เข้าใจก่อนแก้: Read Receipt ทำงานอย่างไร และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง

Read Receipt คือฟีเจอร์ที่ส่งคำขอไปกับอีเมล เมื่อผู้รับเปิดอีเมลของคุณ ระบบอีเมลของผู้รับจะแสดงหน้าต่างถามว่าต้องการส่ง "ใบตอบรับการอ่าน" กลับมาให้คุณหรือไม่ หากผู้รับกดยอมรับ คุณจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนว่าอีเมลของคุณถูกเปิดอ่านแล้ว พร้อมวันและเวลา

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้มีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเข้าใจ:
1. **ไม่ใช่การบังคับ:** ผู้รับมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือก "ไม่ส่ง" ใบตอบรับกลับมา ดังนั้น การไม่ได้รับ Read Receipt ไม่ได้หมายความว่าผู้รับยังไม่ได้อ่านอีเมลเสมอไป
2. **ความเข้ากันได้:** อีเมลไคลเอนต์ (โปรแกรมหรือแอปที่ใช้อ่านอีเมล) บางตัวอาจไม่รองรับฟีเจอร์นี้
3. **เงื่อนไขของบริการ:** สำหรับ Gmail ฟีเจอร์นี้มีให้ใช้เฉพาะบัญชี Google Workspace (บัญชีอีเมลสำหรับองค์กรที่เสียค่าบริการ) เท่านั้น บัญชี @gmail.com ทั่วไปจะไม่มีฟีเจอร์นี้ ส่วน Outlook มักจะมีให้ใช้ในเวอร์ชัน Desktop แต่สำหรับเวอร์ชันเว็บหรือมือถืออาจมีฟังก์ชันแตกต่างกันไป
4. **มารยาทในการใช้งาน:** การขอ Read Receipt ทุกฉบับอาจทำให้ผู้รับรู้สึกว่าถูกจับตามองหรือไม่ไว้วางใจ ควรใช้เฉพาะกับอีเมลที่มีความสำคัญสูงจริงๆ เท่านั้น

### ก่อนเริ่ม: ตรวจสอบประเภทบัญชีของคุณ

ก่อนจะไปดูวิธีตั้งค่า ให้ตรวจสอบก่อนว่าคุณใช้บัญชีอีเมลประเภทไหน เพื่อจะได้ทำตามขั้นตอนได้ถูกต้อง
* **สำหรับผู้ใช้ Gmail:** ตรวจสอบว่าอีเมลของคุณเป็นขององค์กร (เช่น [email protected]) ที่ใช้บริการ Google Workspace หรือไม่ หากเป็น @gmail.com จะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้
* **สำหรับผู้ใช้ Outlook:** ตรวจสอบว่าคุณกำลังใช้งาน Outlook เวอร์ชันใดอยู่ เช่น Microsoft 365, Outlook 2019, Outlook 2016 หรือ Outlook on the web เพราะหน้าตาเมนูอาจแตกต่างกันเล็กน้อย

### วิธีทำอย่างปลอดภัย: เปิดใช้งาน Read Receipt ทีละขั้นตอน

เราจะแบ่งวิธีทำตามโปรแกรมที่คุณใช้งาน

**ขั้นตอนที่ 1: การขอ Read Receipt ใน Gmail (สำหรับผู้ใช้ Google Workspace เท่านั้น)**

* **WHAT:** ขอใบตอบรับการอ่านสำหรับอีเมลฉบับเดียว
* **WHERE/HOW:** ขณะที่คุณกำลังเขียนอีเมลฉบับใหม่ ให้มองหาไอคอนรูปจุดสามจุดแนวตั้ง (ตัวเลือกเพิ่มเติม) ที่มุมขวาล่างของหน้าต่างเขียนอีเมล คลิกที่ไอคอนนั้น แล้วเลือก "Request read receipt" (ขอใบตอบรับการอ่าน)
* **WHY:** เพื่อให้ระบบแนบคำขอไปกับอีเมลฉบับนี้โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับการส่งอีเมลสำคัญเป็นครั้งคราว
* **EXPECTED RESULT:** เมื่อคุณส่งอีเมลไปแล้ว และผู้รับเปิดอ่านพร้อมกดยอมรับการส่งใบตอบรับ คุณจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนใหม่หนึ่งฉบับ บอกว่าอีเมลหัวข้อ...ถูกเปิดอ่านโดย...เมื่อวันเวลาใด

**ขั้นตอนที่ 2: การขอ Read Receipt ในโปรแกรม Outlook (Desktop App)**

* **WHAT:** ขอใบตอบรับการอ่านสำหรับอีเมลฉบับเดียว
* **WHERE/HOW:** ในหน้าต่างเขียนอีเมลใหม่ ให้คลิกที่แท็บ "Options" (ตัวเลือก) ด้านบนสุด จากนั้นในส่วนที่ชื่อว่า "Tracking" (การติดตาม) ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ "Request a Read Receipt" (ร้องขอใบตอบรับการอ่าน)
* **WHY:** เพื่อติดตามอีเมลสำคัญฉบับนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับ Gmail
* **EXPECTED RESULT:** คุณจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนใน Inbox ของคุณเมื่อผู้รับเปิดอ่านและกดยินยอมส่งใบตอบรับ หัวข้ออีเมลแจ้งเตือนมักจะขึ้นต้นด้วย "Read: [หัวข้ออีเมลเดิม]"

**ขั้นตอนที่ 3: ตั้งค่าให้ Outlook ขอ Read Receipt ทุกฉบับ (ใช้ด้วยความระมัดระวัง)**

* **WHAT:** ตั้งค่าให้โปรแกรม Outlook ขอใบตอบรับการอ่านสำหรับทุกอีเมลที่ส่งออกโดยอัตโนมัติ
* **WHERE/HOW:**
1. ในหน้าต่างหลักของ Outlook ไปที่เมนู "File" (ไฟล์) > "Options" (ตัวเลือก)
2. เลือกแท็บ "Mail" (จดหมาย) ในหน้าต่างที่เปิดขึ้นมา
3. เลื่อนลงมาจนเจอส่วน "Tracking" (การติดตาม)
4. ติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ "Read receipt confirming the recipient viewed the message" (ใบตอบรับการอ่านที่ยืนยันว่าผู้รับได้ดูข้อความแล้ว)
5. กด OK เพื่อบันทึกการตั้งค่า
* **WHY:** เพื่อความสะดวก ไม่ต้องกดขอทีละฉบับ อย่างไรก็ตาม **เราไม่แนะนำให้เปิดใช้ตัวเลือกนี้ถาวร** เพราะอาจสร้างความรำคาญให้ผู้รับได้ ควรใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
* **EXPECTED RESULT:** ทุกอีเมลที่คุณส่งออกจากโปรแกรม Outlook หลังจากนี้ จะมีการแนบคำขอ Read Receipt ไปด้วยโดยอัตโนมัติ

**ขั้นตอนที่ 4: ทำความเข้าใจฝั่งผู้รับ

* **WHAT:** เรียนรู้สิ่งที่ผู้รับจะเห็นเมื่อเปิดอีเมลของคุณ
* **WHERE/HOW:** เมื่อผู้รับเปิดอีเมลที่มีการขอ Read Receipt พวกเขาจะเห็นข้อความป๊อปอัพขึ้นมาถามในทำนองว่า "ผู้ส่งต้องการใบตอบรับการอ่าน คุณต้องการส่งหรือไม่" พร้อมปุ่มให้เลือก "ใช่" หรือ "ไม่"
* **WHY:** เพื่อให้คุณเข้าใจว่าการส่งคำขอไปไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะได้รับใบตอบรับกลับมาเสมอไป เพราะการตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับผู้รับ
* **EXPECTED RESULT:** คุณจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและไม่คาดหวังว่าจะต้องได้รับใบตอบรับ 100% ซึ่งจะช่วยลดความกังวลในการรอคอยได้

### ตรวจสอบผล: คุณจะเห็นใบตอบรับได้อย่างไร

1. **อีเมลแจ้งเตือน:** วิธีที่ง่ายที่สุดคือ คุณจะได้รับอีเมลฉบับใหม่ส่งเข้ามาใน Inbox ของคุณ โดยระบุว่าอีเมลฉบับใดถูกใครเปิดอ่านเมื่อไหร่
2. **ตรวจสอบในโฟลเดอร์ Sent Items:** ใน Outlook คุณสามารถเปิดอีเมลที่คุณส่งไปในโฟลเดอร์ "Sent Items" (รายการที่ส่ง) แล้วไปที่แท็บ "Message" (ข้อความ) และคลิกปุ่ม "Tracking" (การติดตาม) เพื่อดูสถานะว่าใครเปิดอ่านแล้วบ้าง (หากผู้รับส่งใบตอบรับกลับมา)

### ถ้ายังไม่หาย: ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและวิธีแก้ไข

* **หาเมนูไม่เจอใน Gmail:** ย้ำอีกครั้งว่าฟีเจอร์นี้สำหรับบัญชี Google Workspace เท่านั้น หากคุณใช้ @gmail.com ฟรี จะไม่มีเมนูนี้
* **หาเมนูไม่เจอหรือเป็นสีเทาใน Outlook:** อาจเป็นไปได้ว่าผู้ดูแลระบบ IT ของบริษัทคุณได้ปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้ผ่านนโยบายขององค์กร ในกรณีนี้ คุณควรปรึกษาฝ่าย IT โดยตรง
* **ส่งคำขอไปแล้วแต่ไม่เคยได้รับใบตอบรับ:** เป็นไปได้สูงว่าผู้รับเลือกที่จะไม่ส่งใบตอบรับ หรือโปรแกรมอีเมลของผู้รับไม่รองรับฟีเจอร์นี้ นี่เป็นเรื่องปกติและอยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ

### สรุป

Read Receipt เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการยืนยันการรับสารในอีเมลสำคัญ ช่วยให้ผู้ส่งคลายความกังวลได้ แต่สิ่งสำคัญคือการใช้งานอย่างเหมาะสมและเข้าใจข้อจำกัดของมัน ควรใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในการสื่อสารทางธุรกิจ และจำไว้เสมอว่าการไม่ได้รับใบตอบรับ ไม่ได้แปลว่าอีเมลของคุณไม่ถูกอ่าน

Let’s build what’s next

ระบบ IT ที่ดี เริ่มจากการเข้าใจธุรกิจของคุณ

เล่าโจทย์ให้ทีมวิศวกรของเราฟัง แล้วรับแนวทางเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย