Enterprise IT Support • Bangkok & Nationwide

Technology newsroom

อัปเดต Windows แล้วเครื่องรวน? วิธีถอนการติดตั้งอัปเดต (Uninstall) อย่างปลอดภัย

บทความนี้จะแนะนำวิธีถอนการติดตั้ง (Uninstall) Windows Update ที่อาจเป็นสาเหตุให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติอย่างปลอดภัย พร้อมขั้นตอนเตรียมตัว วิธีตรวจสอบผล และคำแนะนำเมื่อปัญหายังไม่ถูกแก้ไข เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและธุรกิจ SME

เรียบเรียงโดย SyncTech Solution เผยแพร่ อ้างอิง Help Desk Geek
อัปเดต Windows แล้วเครื่องรวน? วิธีถอนการติดตั้งอัปเดต (Uninstall) อย่างปลอดภัย

เคยไหมครับที่หลังจากกดอัปเดต Windows แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เคยใช้งานได้ดีกลับทำงานช้าลง เปิดโปรแกรมบางตัวไม่ได้ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงมีปัญหา บทความนี้จาก SyncTech Solution จะแนะนำวิธีถอนการติดตั้งอัปเดต Windows ตัวที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและปลอดภัย เพื่อให้คุณกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว

### เข้าใจก่อนแก้
โดยปกติแล้ว การอัปเดต Windows เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย แต่ในบางครั้ง อัปเดตบางตัวอาจไม่เข้ากันกับไดรเวอร์ (Driver) หรือโปรแกรมบางอย่างที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของเรา ทำให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดขึ้นได้

การถอนการติดตั้งอัปเดต (Uninstall an update) จึงเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ได้ผลดี เพื่อตรวจสอบว่าอัปเดตตัวล่าสุดคือสาเหตุของปัญหาจริงหรือไม่ โดยแต่ละอัปเดตจะมีรหัสเฉพาะของตัวเอง เรียกว่า "KB Number" (Knowledge Base Number) เช่น KB5034122 ซึ่งเราจะใช้รหัสนี้ในการระบุตัวตนของอัปเดตที่ต้องการนำออก

### ก่อนเริ่ม
การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้กระบวนการราบรื่นและปลอดภัย ก่อนลงมือถอนการติดตั้ง ให้ทำตามนี้ก่อนครับ
1. **จดบันทึกเลข KB ของอัปเดตล่าสุด:** เข้าไปที่ Settings > Windows Update > Update history เพื่อดูรายการอัปเดตที่เพิ่งติดตั้งไป มองหาอัปเดตตัวล่าสุด (สังเกตจากวันที่) และจดเลข KB ที่อยู่ในวงเล็บไว้ การรู้เลขที่แน่นอนจะช่วยให้เราไม่ลบผิดตัว
2. **บันทึกงานและปิดโปรแกรมทั้งหมด:** กระบวนการถอนการติดตั้งจำเป็นต้องมีการรีสตาร์ทเครื่องในตอนท้าย ดังนั้นควรบันทึกไฟล์งานที่ทำค้างอยู่และปิดทุกโปรแกรมที่เปิดใช้งาน เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย

### วิธีทำอย่างปลอดภัย
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างระมัดระวังครับ

**1. เปิดหน้าต่าง Settings (การตั้งค่า)**
* **WHAT:** เข้าสู่หน้าต่างการตั้งค่าหลักของ Windows
* **HOW:** คลิกที่ปุ่ม Start Menu (รูปไอคอน Windows) แล้วเลือกไอคอนรูปฟันเฟืองที่เขียนว่า "Settings"
* **WHY:** เป็นศูนย์กลางในการเข้าถึงการตั้งค่าต่างๆ ของระบบ รวมถึงส่วนที่ใช้จัดการอัปเดต
* **EXPECTED RESULT:** หน้าต่างโปรแกรม Settings จะเปิดขึ้นมา

**2. ไปที่ส่วนของ Windows Update**
* **WHAT:** ไปยังหน้าจอหลักที่ใช้จัดการการอัปเดต
* **HOW:**
* สำหรับ Windows 11: คลิกที่เมนู "Windows Update" ที่อยู่ด้านล่างสุดของแถบเมนูด้านซ้าย
* สำหรับ Windows 10: คลิกที่ "Update & Security"
* **WHY:** ในส่วนนี้จะรวบรวมเครื่องมือและข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ
* **EXPECTED RESULT:** คุณจะเห็นสถานะการอัปเดตปัจจุบัน และตัวเลือกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

**3. เข้าดูประวัติการอัปเดต (Update history)**
* **WHAT:** เปิดดูรายการอัปเดตทั้งหมดที่เคยติดตั้งบนเครื่อง
* **HOW:** มองหาและคลิกที่ตัวเลือก "Update history"
* **WHY:** เพื่อตรวจสอบว่าอัปเดตตัวไหนถูกติดตั้งไปเมื่อไหร่ และยืนยันเลข KB ที่เราจดไว้ในตอนแรก
* **EXPECTED RESULT:** หน้าจอจะแสดงรายการอัปเดตทั้งหมด โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น Quality Updates, Feature Updates, Driver Updates เป็นต้น

**4. ค้นหาเมนูถอนการติดตั้งอัปเดต (Uninstall updates)**
* **WHAT:** ไปยังเครื่องมือสำหรับถอนการติดตั้งอัปเดตโดยเฉพาะ
* **HOW:** ในหน้า Update history ให้เลื่อนลงมาด้านล่างสุด จะพบหัวข้อ "Related settings" ให้คลิกที่ลิงก์ "Uninstall updates"
* **WHY:** การถอนการติดตั้งจะทำผ่านหน้าต่างนี้โดยเฉพาะ ไม่สามารถทำจากหน้าประวัติการอัปเดตโดยตรงได้
* **EXPECTED RESULT:** หน้าต่างใหม่ (ลักษณะคล้าย Control Panel แบบเก่า) จะปรากฏขึ้น พร้อมรายชื่ออัปเดตที่สามารถถอนการติดตั้งได้

**5. เลือกและถอนการติดตั้งอัปเดตเป้าหมาย**
* **WHAT:** ระบุอัปเดตที่มีปัญหาและสั่งถอนการติดตั้ง
* **HOW:** ในหน้าต่าง Uninstall updates ให้มองหาอัปเดตที่มีเลข KB ตรงกับที่เราจดไว้ จากนั้นคลิกที่รายการนั้นหนึ่งครั้ง แล้วกดปุ่ม "Uninstall" ที่อยู่ด้านบน หรือคลิกขวาแล้วเลือก "Uninstall"
* **WHY:** ขั้นตอนนี้เป็นการเลือกลบอัปเดตที่ต้องการออกไปจากระบบอย่างเฉพาะเจาะจง
* **EXPECTED RESULT:** จะมีหน้าต่างเล็กๆ เด้งขึ้นมาเพื่อถามยืนยันการถอนการติดตั้ง

**6. ยืนยันและรอจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น**
* **WHAT:** ยืนยันคำสั่งและปล่อยให้ระบบทำงาน
* **HOW:** คลิก "Yes" เพื่อยืนยัน จากนั้นระบบจะเริ่มกระบวนการถอนการติดตั้ง ซึ่งอาจใช้เวลาหลายนาที ขึ้นอยู่กับขนาดของอัปเดตและสเปกของเครื่อง
* **WHY:** เพื่อให้ Windows ดำเนินการลบไฟล์และคืนค่าการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับอัปเดตนั้น
* **EXPECTED RESULT:** คุณจะเห็นหน้าต่างแสดงความคืบหน้า ระหว่างนี้ไม่ควรปิดเครื่องหรือบังคับรีสตาร์ท

**7. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ (Restart)**
* **WHAT:** เริ่มระบบคอมพิวเตอร์ใหม่เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสมบูรณ์
* **HOW:** หลังจากกระบวนการเสร็จสิ้น ระบบจะแจ้งเตือนให้รีสตาร์ทเครื่อง ให้คลิกที่ "Restart Now"
* **WHY:** การถอนการติดตั้งจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% จนกว่าจะมีการรีสตาร์ทเครื่อง เพื่อให้ระบบปฏิบัติการโหลดการตั้งค่าที่ไม่มีอัปเดตตัวดังกล่าว
* **EXPECTED RESULT:** คอมพิวเตอร์จะรีสตาร์ท ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อกลับเข้าสู่หน้าจอเดสก์ท็อปแล้ว การถอนการติดตั้งก็เป็นอันเสร็จสิ้น

### ตรวจสอบผล
หลังจากคอมพิวเตอร์เปิดขึ้นมาอีกครั้ง ให้ลองตรวจสอบดังนี้:
1. **ทดสอบการใช้งาน:** ลองเปิดโปรแกรมหรือใช้อุปกรณ์ที่มีปัญหาอีกครั้ง เพื่อดูว่าอาการหายไปหรือไม่
2. **เช็กในรายการ Uninstall updates:** กลับไปที่หน้า Uninstall updates (ตามขั้นตอนที่ 4) เพื่อตรวจสอบว่าอัปเดตที่มีเลข KB ดังกล่าวได้หายไปจากรายการแล้ว

### ถ้ายังไม่หาย
หากถอนการติดตั้งอัปเดตแล้วปัญหายังคงอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น เช่น ไดรเวอร์ไม่เข้ากัน หรือปัญหาจากโปรแกรมอื่น ในกรณีนี้:
* **หยุดการอัปเดตชั่วคราว:** Windows จะพยายามดาวน์โหลดและติดตั้งอัปเดตตัวที่คุณเพิ่งลบไปอีกครั้งโดยอัตโนมัติ คุณสามารถสั่ง "Pause updates for 7 days" (หยุดอัปเดตชั่วคราว 7 วัน) ได้ในหน้า Windows Update เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหากลับมาทันที และให้เวลาคุณหาสาเหตุอื่น หรือรอให้ Microsoft ออกเวอร์ชันแก้ไข
* **ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ:** หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง หรือคอมพิวเตอร์มีอาการหนักจนไม่สามารถบูตเข้า Windows ได้ ควรติดต่อฝ่าย IT ของบริษัท หรือผู้ให้บริการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบและแก้ไขได้อย่างปลอดภัย

การถอนการติดตั้งอัปเดตเป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว เพราะการไม่อัปเดตเลยจะทำให้เครื่องของคุณเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว ควรกลับมาเปิดการอัปเดตให้เป็นปกติเสมอครับ

Let’s build what’s next

ระบบ IT ที่ดี เริ่มจากการเข้าใจธุรกิจของคุณ

เล่าโจทย์ให้ทีมวิศวกรของเราฟัง แล้วรับแนวทางเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย