Enterprise IT Support • Bangkok & Nationwide

โรงพยาบาลสัตว์

ออกแบบและติดตั้งระบบ Network Infrastructure สำหรับโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่

ออกแบบและติดตั้งระบบ Network & Wi-Fi 6 สำหรับโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่ในย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร พร้อมระบบบริหารจัดการเครือข่ายแบบศูนย์กลาง เพื่อความเสถียร ปลอดภัย และรองรับการขยายระบบในอนาคต

ออกแบบและติดตั้งระบบ Network Infrastructure สำหรับโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่

19จุดติดตั้ง Wi-Fi 6 Access Point

15Indoor Wi-Fi 6 Access Points

4Outdoor Wi-Fi 6 Access Points

4Managed PoE+ Switches

1Centralized Omada Controller

1Omada Network Gateway

2Single-Mode SFP Modules

Project profile

ข้อมูลโครงการ

ลูกค้า
NDP
อุตสาหกรรม
โรงพยาบาลสัตว์
สถานที่โครงการ
บางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

โครงการนี้เป็นการออกแบบและติดตั้งระบบ Network Infrastructure สำหรับโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่ โดยทีมงานเข้ามาวางโครงสร้างระบบตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอาคาร ทำให้สามารถพิจารณาระบบเครือข่ายทั้งภาพรวมได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น Gateway, Switching, Wireless Network, Network Backbone และการแบ่งระบบตามประเภทการใช้งาน

แนวทางการออกแบบไม่ได้มองเพียงแค่การติดตั้ง Wi-Fi ให้สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ แต่ให้ความสำคัญกับการวาง Network Architecture ที่สามารถรองรับการใช้งานหลายรูปแบบภายในพื้นที่เดียวกัน ทั้งระบบงานของบุคลากร อุปกรณ์เครือข่าย ระบบภายใน และการเชื่อมต่อสำหรับผู้มาใช้บริการ

นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความสะดวกในการบริหารจัดการระบบในระยะยาว โดยเลือกใช้ TP-Link Omada SDN เป็นแพลตฟอร์มหลัก เพื่อให้ Gateway, Managed Switch และ Wireless Access Point สามารถทำงานร่วมกันภายใต้ระบบบริหารจัดการจากศูนย์กลาง

แนวทางการออกแบบ Network Architecture

สำหรับอาคารที่มีทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก การออกแบบ Network จำเป็นต้องพิจารณามากกว่าจำนวน Access Point เพราะประสิทธิภาพของระบบ Wireless ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้าง Switching, VLAN, Uplink, PoE Infrastructure และตำแหน่งของ Network Equipment ที่เชื่อมต่อกันอยู่เบื้องหลัง

ทีมงานจึงวางระบบโดยแบ่งองค์ประกอบหลักออกเป็น Network Gateway, Managed PoE Switching, Indoor Wireless, Outdoor Wireless, Fiber Optic Backbone และ Centralized Management เพื่อให้แต่ละส่วนทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว

โครงสร้างดังกล่าวยังช่วยให้สามารถแบ่ง Network ตามประเภทของผู้ใช้งานหรือระบบได้อย่างเป็นระเบียบ โดยใช้ VLAN และ SSID Segmentation แยก Traffic ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน แทนการนำอุปกรณ์ทุกประเภทมาอยู่ใน Network เดียวกันทั้งหมด

Wi-Fi 6 สำหรับพื้นที่ภายในอาคาร

พื้นที่ภายในอาคารเลือกใช้ TP-Link EAP610 ซึ่งเป็น Wi-Fi 6 Access Point สำหรับติดตั้งภายในอาคาร โดยกระจายตำแหน่งตามพื้นที่ใช้งานที่ออกแบบไว้ เพื่อให้ Wireless Network สามารถรองรับการใช้งานในแต่ละโซน ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของอาคาร

การเลือกใช้ Wi-Fi 6 ช่วยให้ระบบ Wireless รองรับอุปกรณ์ยุคใหม่และสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อหลายประเภท โดยยังสามารถบริหาร Configuration ของแต่ละ Access Point จากระบบ Omada Controller ได้จากศูนย์กลาง

SSID และ VLAN สามารถถูกกำหนดตามประเภทของการใช้งาน เช่น Network สำหรับ Staff, ระบบภายใน และ Guest Wi-Fi โดยไม่จำเป็นต้องสร้าง Infrastructure แยกกันทั้งหมด

Wireless Coverage สำหรับพื้นที่ภายนอก

สำหรับพื้นที่ภายนอกอาคารเลือกใช้ TP-Link EAP610-Outdoor ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการติดตั้งในสภาพแวดล้อม Outdoor เพื่อขยาย Wireless Network ไปยังพื้นที่ที่ต้องการเชื่อมต่อนอกตัวอาคาร

การแยกใช้ Access Point สำหรับ Indoor และ Outdoor ช่วยให้การเลือกอุปกรณ์เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ แทนการใช้อุปกรณ์ประเภทเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้การวางระบบมีความเหมาะสมมากขึ้นในระยะยาว

Wireless Roaming และการใช้งานต่อเนื่องระหว่างพื้นที่

เนื่องจากลักษณะของโรงพยาบาลมีการเคลื่อนที่ระหว่างพื้นที่ ระบบ Wireless จึงถูกวางให้รองรับการ Roaming ระหว่าง Access Point เพื่อช่วยให้ Client สามารถเปลี่ยนจุดเชื่อมต่อ ตามตำแหน่งที่เคลื่อนที่ไปภายในพื้นที่ให้บริการ

การออกแบบลักษณะนี้เหมาะกับอาคารที่มี Access Point หลายจุด เพราะช่วยลดการพึ่งพา Access Point เพียงตัวเดียว และทำให้ระบบ Wireless ถูกออกแบบเป็น Infrastructure มากกว่าการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณแบบแยกอิสระ

Managed Switching และ PoE Infrastructure

ในส่วนของ Switching Infrastructure เลือกใช้ TP-Link SG2210MP Managed PoE+ Switch เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อ Access Point และจ่ายไฟผ่านระบบ Power over Ethernet

การใช้ PoE ช่วยให้การติดตั้ง Access Point ไม่จำเป็นต้องมีชุดจ่ายไฟแยกที่ตำแหน่งติดตั้งทุกจุด ทำให้การเดินระบบและการดูแล Infrastructure มีความเป็นระเบียบมากขึ้น

เนื่องจากเป็น Managed Switch จึงสามารถกำหนด VLAN, Port Configuration และ Network Policy ตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ ทำให้ Switching Layer ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกระจาย Network แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการเครือข่ายทั้งหมด

VLAN และ Network Segmentation

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของโครงการคือ การไม่รวมผู้ใช้งานและอุปกรณ์ทุกประเภทไว้ใน Network เดียวกัน แต่แบ่ง Network Segment ตามลักษณะการใช้งาน เพื่อให้โครงสร้างของระบบมีความชัดเจนและบริหารจัดการง่ายขึ้น

VLAN สามารถนำมาใช้แบ่งกลุ่มระหว่าง Staff, Internal System, Guest Wi-Fi หรือระบบอื่น ๆ ตามความเหมาะสม พร้อม Mapping กับ SSID เพื่อควบคุมว่า Wireless Network แต่ละชุด จะเชื่อมต่อเข้าสู่ Network Segment ใด

แนวทางนี้ช่วยให้การเพิ่มเติม Policy หรือการปรับเปลี่ยน Network ในอนาคต ทำได้เป็นระบบมากกว่าการใช้งาน Flat Network ที่รวมทุกอุปกรณ์ไว้ใน Broadcast Domain เดียว

Gateway และการบริหารระบบจากศูนย์กลาง

TP-Link ER605 ถูกใช้เป็น Network Gateway และทำงานร่วมกับ TP-Link OC200 Hardware Controller เพื่อให้ระบบ Omada สามารถบริหารจัดการจากศูนย์กลาง

ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบสถานะของ Gateway, Switch, Access Point และ Client ผ่าน Management Interface เดียว ช่วยลดความซับซ้อนจากการเข้าไปบริหารอุปกรณ์แต่ละตัวแยกจากกัน

การมี Centralized Management มีประโยชน์อย่างมากเมื่อระบบมี Access Point และ Managed Switch หลายจุด เพราะช่วยให้การตรวจสอบ Configuration และสถานะของอุปกรณ์สามารถมองเห็นเป็นภาพรวมเดียวกัน

Fiber Optic Backbone

สำหรับส่วนที่ต้องการเชื่อมต่อ Network Backbone ผ่านระยะทางที่เหมาะสมกับการใช้ Fiber ระบบเลือกใช้ Single-Mode Fiber Optic ร่วมกับ TP-Link SM311LS SFP Module

การนำ Fiber มาใช้ใน Backbone ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางของ Copper Ethernet และทำให้การวาง Network ระหว่างจุดหลักของอาคาร มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

อีกประโยชน์หนึ่งคือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้ล่วงหน้า ทำให้หากในอนาคตมีการเพิ่มอุปกรณ์ หรือขยายระบบ Network ไปยังพื้นที่ใหม่ สามารถต่อยอดจาก Backbone เดิมได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่เลือกใช้ TP-Link Omada

สำหรับโครงการนี้ Omada ถูกเลือกใช้เพราะสามารถรวมองค์ประกอบหลักของระบบ ไม่ว่าจะเป็น Gateway, Managed Switch และ Wireless Access Point ให้สามารถบริหารจัดการร่วมกันภายใต้ Platform เดียว

แนวทางนี้ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ เมื่อเทียบกับการใช้อุปกรณ์ที่ต้องเข้า Configuration แยกจากกันทีละตัว และทำให้การตรวจสอบสถานะของ Infrastructure ทำได้จากจุดเดียว

อีกทั้งยังเหมาะกับโครงการที่ต้องการเริ่มต้นจากระบบปัจจุบัน และมีโอกาสเพิ่มจำนวน Access Point, Switch หรือ Network Segment ในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนแนวทางการบริหารระบบทั้งหมด

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานติดตั้งจริง

หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดจากโครงการนี้คือ การวางระบบ Network สำหรับอาคารใหม่ ควรเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงออกแบบ Infrastructure ไม่ควรรอให้อาคารเสร็จแล้วค่อยหาตำแหน่งวาง Access Point หรือ Switch ภายหลัง

เมื่อสามารถวางตำแหน่ง Access Point, Network Rack, Uplink และ Fiber ให้สัมพันธ์กับพื้นที่ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดข้อจำกัดในการติดตั้ง และลดการแก้ไขโครงสร้างภายหลัง

อีกประเด็นหนึ่งคือจำนวน Access Point ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวของคุณภาพระบบ Wi-Fi เพราะ Wireless Network ที่ดี ต้องทำงานร่วมกับ Switching, VLAN, Uplink และ Management Infrastructure ที่เหมาะสมด้วย

แนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการอื่น

สำหรับองค์กรที่กำลังสร้างอาคารใหม่ หรือปรับปรุง Network Infrastructure การวางระบบควรเริ่มจากการกำหนดประเภทผู้ใช้งาน และระบบที่ต้องเชื่อมต่อก่อน แล้วจึงออกแบบ VLAN, SSID, Switching และ Wireless ให้สอดคล้องกัน

พื้นที่ Indoor และ Outdoor ควรพิจารณาแยกกันตามสภาพแวดล้อม และควรเตรียม PoE Budget, Uplink และ Backbone ให้รองรับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจริง รวมถึงเผื่อความสามารถในการขยายระบบในอนาคต

การเลือกใช้ Centralized Management ตั้งแต่เริ่มต้นยังช่วยลดภาระในการดูแลระบบ เมื่อจำนวนอุปกรณ์เพิ่มขึ้น และทำให้ทีม IT สามารถตรวจสอบ Network ได้เป็นระบบมากขึ้น

ผลลัพธ์ของการออกแบบ

หลังการติดตั้ง ระบบ Network ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ Architecture เดียวกัน ตั้งแต่ Gateway, Managed Switching, Fiber Backbone ไปจนถึง Wireless Infrastructure ภายในและภายนอกอาคาร

ระบบสามารถแยก Network และ Wireless Service ตามประเภทการใช้งาน พร้อมบริหาร Configuration และตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ผ่าน Omada Controller จากศูนย์กลาง

โครงสร้างที่วางไว้ยังช่วยให้การเพิ่มเติม Access Point, Network Segment, Switch หรือระบบอื่น ๆ ในอนาคตสามารถต่อยอดจาก Infrastructure เดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด

สรุปโครงการ

โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการวาง Network Infrastructure ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของอาคารตั้งแต่ต้น แทนการมอง Network เป็นเพียงระบบสำหรับเชื่อมต่อ Internet

การทำงานร่วมกันของ Gateway, Managed PoE Switching, Fiber Optic Backbone, Indoor และ Outdoor Wi-Fi 6 รวมถึง Centralized Management ช่วยให้ Network มีโครงสร้างที่ชัดเจน ดูแลได้ง่าย และสามารถพัฒนาต่อได้ตามความต้องการขององค์กร

Project delivery

จากโจทย์ธุรกิจ
สู่ผลลัพธ์ที่ใช้งานได้จริง

สรุปโจทย์สำคัญและผลลัพธ์จากข้อมูลโครงการที่เผยแพร่ใน Corporate CMS

The challenge

โจทย์ของโครงการ

  1. 01
    ออกแบบและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน Network และ Wi-Fi 6 สำหรับโรงพยาบาลสัตว์แห่งใหม่ ให้รองรับการใช้งานทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร พร้อมแบ่งเครือข่ายตามประเภทผู้ใช้งานและระบบ รองรับการ Roaming ระหว่าง Access Point และสามารถบริหาร Gateway, Switch และ Access Point จากศูนย์กลางได้อย่างเป็นระบบ

The outcome

ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ

  1. 01
    ติดตั้งระบบ Network Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่ Gateway, Managed PoE Switching, Fiber Backbone ไปจนถึง Wi-Fi 6 จำนวน 19 Access Points ครอบคลุมพื้นที่ Indoor และ Outdoor พร้อมระบบ TP-Link Omada สำหรับบริหารจัดการเครือข่ายจากศูนย์กลาง รองรับ VLAN, SSID Segmentation และการขยายระบบเพิ่มเติมในอนาคต

Technology stack

เทคโนโลยีที่ใช้

  • TP-Link Omada SDN
  • TP-Link EAP610 Wi-Fi 6
  • TP-Link EAP610-Outdoor
  • TP-Link SG2210MP Managed PoE+ Switch
  • TP-Link ER605 Gateway
  • TP-Link OC200 Hardware Controller
  • VLAN
  • SSID Segmentation
  • PoE+
  • Single-Mode Fiber Optic
  • TP-Link SM311LS SFP

Let’s build what’s next

ระบบ IT ที่ดี เริ่มจากการเข้าใจธุรกิจของคุณ

เล่าโจทย์ให้ทีมวิศวกรของเราฟัง แล้วรับแนวทางเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย