ในยุคที่ธุรกิจมีหลายสาขา หลายคลังสินค้า หรือมีทีมงานกระจายอยู่คนละพื้นที่ การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาให้ปลอดภัย เสถียร และบริหารจัดการง่าย ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
เดิมทีองค์กรจำนวนมากใช้วิธีทำ VPN แบบ Manual Site-to-Site ซึ่งต้องตั้งค่า IPsec, Routing, Subnet, Public IP และ Parameter หลายจุดด้วยตัวเอง หากมีหลายสาขา ระบบจะเริ่มซับซ้อนและดูแลยากขึ้นเรื่อย ๆ
SD-WAN หรือ Software-Defined Wide Area Network จึงเข้ามาช่วยให้การเชื่อมต่อข้ามสาขาทำได้ง่ายขึ้น โดยใช้แนวคิดการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เลือกเส้นทางเครือข่ายอย่างชาญฉลาด ใช้งานหลาย WAN ได้ดีขึ้น และลดความยุ่งยากในการดูแล VPN ระหว่างสาขา
สำหรับธุรกิจ SME, ออฟฟิศหลายสาขา, ร้านอาหารหลายแห่ง, โรงแรม, คลังสินค้า, โรงงาน หรือองค์กรที่ต้องการเชื่อมระบบสำนักงานใหญ่กับสาขา TP-Link Omada เป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่น่าสนใจ เพราะมีทั้ง Controller, Gateway, Switch, Access Point และระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ใน Ecosystem เดียว
SD-WAN คืออะไร?
SD-WAN คือแนวทางการจัดการเครือข่าย WAN โดยใช้ Software เข้ามาควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างสาขา แทนการตั้งค่า Router และ VPN แบบแยกเครื่องทีละจุด
จุดเด่นของ SD-WAN คือช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมเส้นทางการเชื่อมต่อ นโยบายเครือข่าย VPN และการใช้งาน WAN หลายเส้นจากศูนย์กลางได้ง่ายขึ้น เช่น สำนักงานใหญ่มี Server กลาง สาขามี Gateway ของตัวเอง และทั้งสองฝั่งสามารถเชื่อมต่อกันผ่าน VPN Tunnel ที่ Controller ช่วยจัดการให้
Omada SD-WAN เหมาะกับองค์กรแบบไหน?
- บริษัทที่มีสำนักงานใหญ่และหลายสาขา
- คลังสินค้าหรือโรงงานที่ต้องเชื่อมข้อมูลกับสำนักงานใหญ่
- ร้านค้า ร้านอาหาร หรือธุรกิจ Franchise หลายสาขา
- โรงแรมหรืออาคารที่มีหลายจุดและต้องการบริหารเครือข่ายรวมศูนย์
- องค์กรที่ต้องการลดความซับซ้อนของ VPN แบบ Manual
- ธุรกิจที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตหลายเส้นเพื่อทำ Load Balance หรือ Failover
- ทีม IT ที่ต้องการ Monitor Gateway, Switch และ AP จาก Controller กลาง
ภาพรวมสถาปัตยกรรม: Hub-and-Spoke
การออกแบบ SD-WAN ข้ามสาขาด้วย Omada นิยมใช้รูปแบบ Hub-and-Spoke โดยมีสำนักงานใหญ่เป็นศูนย์กลาง และสาขาต่าง ๆ เชื่อมเข้ามาหาศูนย์กลาง
Hub: สำนักงานใหญ่
สำนักงานใหญ่หรือ HQ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบ โดยมักเป็นจุดที่ติดตั้ง Controller, Gateway หลัก, Server, NAS, ระบบบัญชี, ERP, กล้องวงจรปิด หรือระบบข้อมูลกลางขององค์กร
ฝั่ง HQ ควรมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร และหากต้องการให้สาขาเชื่อมกลับเข้ามาได้ง่าย ควรมี Fixed Public IP หรืออย่างน้อยต้องมีวิธีระบุตำแหน่งของ Controller และ Gateway ได้อย่างชัดเจน
Spoke: สาขาหรือคลังสินค้า
สาขา เช่น คลังสินค้า ออฟฟิศย่อย ร้านค้า หรือโรงงานสาขา จะมี Omada Gateway ของตัวเองเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและสร้าง Tunnel กลับมายังสำนักงานใหญ่
ฝั่งสาขาอาจใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปแบบ Dynamic IP ได้ในหลายกรณี โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบ VPN, Controller, Gateway และการตั้งค่าที่ใช้งานจริง หากเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่หลัง NAT หรือ CGNAT ควรตรวจสอบข้อจำกัดกับอุปกรณ์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก่อนออกแบบระบบ
ตัวอย่างโครงสร้างระบบ
| ส่วนประกอบ | สำนักงานใหญ่ | สาขา / คลังสินค้า |
|---|---|---|
| Gateway | ER8411, ER707-M2 หรือรุ่นที่รองรับ Throughput สูงตามขนาดงาน | ER605, ER7206, ER707-M2 หรือรุ่นที่เหมาะกับจำนวนผู้ใช้ |
| Controller | OC200, OC300, OC400, Software Controller หรือ Cloud-Based Controller | ถูก Adopt เข้ามาที่ Controller กลาง |
| Internet | แนะนำ Fixed Public IP อย่างน้อย 1 เส้น | ใช้ Dynamic IP, Broadband, 4G/5G หรือ Multi-WAN ได้ตามการออกแบบ |
| LAN Subnet | เช่น 192.168.10.0/24 | เช่น 192.168.20.0/24 |
| บทบาท | Hub และศูนย์กลางข้อมูล | Spoke และจุดใช้งานปลายทาง |
ข้อควรรู้ก่อนเริ่มออกแบบ
- แต่ละ Site ควรใช้ LAN Subnet ไม่ซ้ำกัน เช่น HQ ใช้ 192.168.10.0/24 และสาขาใช้ 192.168.20.0/24
- Gateway ทุกตัวควรใช้ Firmware ที่รองรับฟีเจอร์ SD-WAN หรือ Auto IPsec ตาม Controller Version ที่ใช้งาน
- Controller ควรเป็นเวอร์ชันล่าสุดที่รองรับฟีเจอร์ที่ต้องการ
- หาก Controller อยู่หลัง Router ต้องเปิด Port Forwarding ที่จำเป็นสำหรับการ Adopt และ Manage อุปกรณ์
- ควรมีแผน IP Address, VLAN, DHCP และ Routing ก่อนเริ่มตั้งค่า
- หากมีหลาย WAN ควรวางแผนว่าจะใช้ Load Balance, Failover หรือ Policy Routing แบบใด
- ควรทดสอบ VPN Tunnel และ Routing ทีละสาขาก่อนขยายทั้งระบบ
อุปกรณ์และเครื่องมือที่ต้องใช้
ฝั่งสำนักงานใหญ่
- Omada Controller: เช่น OC200, OC300, OC400, Software Controller หรือ Cloud-Based Controller ทำหน้าที่บริหารจัดการอุปกรณ์และ Policy จากศูนย์กลาง
- Omada VPN Gateway: เช่น ER8411 หรือ ER707-M2 สำหรับงานที่ต้องรองรับทราฟฟิกสูง หรือมีหลายสาขาเชื่อมเข้ามา
- Internet พร้อม Public IP: แนะนำ Fixed Public IP สำหรับ HQ เพื่อให้การ Adopt และการเชื่อมต่อจากสาขามีความเสถียร
- Switch และ Access Point: เลือกตามจำนวนผู้ใช้ VLAN และพื้นที่ครอบคลุม Wi-Fi
ฝั่งสาขา
- Omada VPN Gateway: เช่น ER605, ER7206, ER707-M2 หรือรุ่นอื่นที่รองรับจำนวนผู้ใช้และ Throughput ตามหน้างาน
- Internet: ใช้เน็ตบ้าน, Business Broadband, 4G/5G หรือ Multi-WAN ได้ตามงบประมาณและความสำคัญของสาขา
- Switch / Access Point: หากต้องการแยก VLAN, กล้องวงจรปิด, POS, Guest Wi-Fi หรืออุปกรณ์ IoT ควรเลือก Switch และ AP ที่รองรับ Omada SDN
การเตรียม Controller สำหรับ L3 Adoption
หากอุปกรณ์สาขาไม่ได้อยู่ใน LAN เดียวกับ Controller จำเป็นต้องทำให้ Gateway ฝั่งสาขาสามารถติดต่อ Controller กลางได้ก่อน ขั้นตอนนี้เรียกว่า L3 Adoption
โดยทั่วไป หาก Controller อยู่ที่ HQ หลัง Router หรือ Firewall ต้องตรวจสอบ Port ที่ Omada Controller ใช้งาน และทำ Port Forwarding จาก Public IP เข้ามายัง Private IP ของ Controller ให้ถูกต้อง
พอร์ตที่เกี่ยวข้องกับ Omada SDN Controller อาจแตกต่างตามเวอร์ชัน Controller และชนิดอุปกรณ์ แต่โดยทั่วไปควรตรวจสอบกลุ่มพอร์ต Management และ Adoption เช่น 29810, 29811, 29812, 29813, 29814, 29815 และ 29816 ตามเอกสารของ Omada เวอร์ชันที่ใช้งานจริง
ตัวอย่างแนวทางการเตรียม Controller:
- กำหนด Static IP ให้ Controller ภายใน HQ เช่น 192.168.10.10
- ทำ Port Forwarding จาก Public IP ของ HQ มายัง IP ของ Controller
- ตั้งค่า Device Management Hostname หรือ IP เป็น Public IP หรือ FQDN ของ HQ
- ตรวจสอบ Firewall ว่าอนุญาตทราฟฟิกที่จำเป็นแล้ว
- ทดสอบจากเครือข่ายภายนอกว่าสามารถเข้าถึง Controller ตามพอร์ตที่ต้องใช้ได้
คำแนะนำ: หากองค์กรมีหลายสาขา ควรใช้ FQDN เช่น omada.company.com แทนการจำ Public IP โดยตรง เพื่อให้จัดการง่ายกว่าในระยะยาว
การออกแบบ IP Address และ VLAN
ก่อนสร้าง VPN หรือ SD-WAN ควรวางแผน IP Address ให้ชัดเจน เพราะหากแต่ละสาขาใช้วง LAN ซ้ำกัน ระบบ Routing ผ่าน VPN จะมีปัญหาทันที
| Site | ตัวอย่าง LAN | ตัวอย่าง VLAN | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| HQ | 192.168.10.0/24 | VLAN 10 Office, VLAN 20 Server, VLAN 30 CCTV | เป็นศูนย์กลางระบบและ Server |
| Warehouse | 192.168.20.0/24 | VLAN 10 Office, VLAN 30 CCTV, VLAN 40 Scanner | สาขาคลังสินค้า |
| Branch 2 | 192.168.30.0/24 | VLAN 10 Office, VLAN 50 Guest | สาขาย่อย |
หากมีหลาย VLAN ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า VLAN ไหนต้องข้าม VPN ได้ และ VLAN ไหนไม่ควรข้าม เช่น Guest Wi-Fi ไม่ควรเข้าถึง Server ที่สำนักงานใหญ่
ขั้นตอนการตั้งค่า Omada SD-WAN / Auto IPsec แบบ Hub-and-Spoke
ขั้นตอนที่ 1: Adopt Gateway ของสำนักงานใหญ่
- ติดตั้ง Omada Controller ที่ HQ
- เชื่อมต่อ Gateway หลัก เช่น ER8411 หรือ ER707-M2 เข้ากับระบบ
- ตรวจสอบว่า Gateway แสดงในหน้า Devices
- กด Adopt เพื่อให้อุปกรณ์อยู่ภายใต้การจัดการของ Controller
- กำหนด WAN, LAN, VLAN และ DHCP ให้เรียบร้อย
ขั้นตอนที่ 2: Adopt Gateway ของสาขา
- นำ Gateway ของสาขา เช่น ER605, ER7206 หรือ ER707-M2 ไปต่ออินเทอร์เน็ตที่หน้างาน
- ตรวจสอบว่า Gateway สามารถออกอินเทอร์เน็ตได้
- ตั้งค่าให้ Gateway รู้จัก Controller กลางผ่าน Public IP หรือ FQDN
- หาก L3 Adoption และ Port Forwarding ถูกต้อง อุปกรณ์จะปรากฏในหน้า Controller เป็น Pending
- กด Adopt เพื่อดึง Gateway สาขาเข้ามาอยู่ในการจัดการ
ขั้นตอนที่ 3: แยก Site ใน Controller
เพื่อให้การกำหนด Policy, Gateway, LAN และ VPN ถูกต้อง ควรแยกแต่ละพื้นที่เป็นคนละ Site
- ใน Controller ให้สร้าง Site สำหรับสำนักงานใหญ่ เช่น HQ
- สร้าง Site สำหรับสาขา เช่น Warehouse หรือ Branch-01
- ย้าย Gateway และอุปกรณ์ของแต่ละพื้นที่ไปไว้ใน Site ที่ถูกต้อง
- ตั้งค่า LAN, VLAN, DHCP และ WAN ของแต่ละ Site แยกจากกัน
ขั้นตอนที่ 4: สร้าง VPN Policy แบบ Auto IPsec
หาก Gateway และ Controller รองรับ สามารถใช้ Auto IPsec เพื่อให้ Controller ช่วยสร้าง Site-to-Site VPN ระหว่าง Site ได้ง่ายกว่าการตั้งค่า Manual IPsec
- เข้าไปที่ Global View หรือ Site ที่เกี่ยวข้อง
- ไปที่ Settings > VPN
- กด Create New VPN Policy
- ตั้งชื่อ Policy เช่น VPN-HQ-to-Warehouse
- เลือก Purpose เป็น Auto IPsec
- เลือก Topology เป็น Hub-and-Spoke หากต้องการให้ HQ เป็นศูนย์กลาง
- เลือก Site HQ เป็น Hub
- เลือก Site Warehouse หรือ Branch เป็น Spoke
- เลือก Subnet ที่ต้องการให้สื่อสารข้ามกัน
- กด Create และรอระบบสร้าง Tunnel
หลังจากสร้าง Policy แล้ว Controller จะช่วยตั้งค่า VPN และ Routing ที่เกี่ยวข้องให้อัตโนมัติตามเงื่อนไขของระบบ รอสักครู่แล้วทดสอบ Ping หรือเข้าถึงทรัพยากรระหว่าง Site
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบ Routing ข้ามสาขา
- ทดสอบ Ping จากเครื่องใน HQ ไปยัง Gateway หรือเครื่อง Client ที่สาขา
- ทดสอบ Ping จากสาขากลับมายัง Server หรือ NAS ที่ HQ
- ตรวจสอบว่า Firewall Policy อนุญาตทราฟฟิกที่ต้องการ
- ตรวจสอบว่าแต่ละ Site ใช้ Subnet ไม่ซ้ำกัน
- ตรวจสอบ Routing Table ใน Controller หรือ Gateway
การตั้งค่า Multi-WAN: Load Balance และ Failover
หากสาขาหรือสำนักงานใหญ่มีอินเทอร์เน็ตมากกว่า 1 เส้น สามารถใช้ฟีเจอร์ Multi-WAN ของ Omada Gateway เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของระบบได้
Load Balance
Load Balance คือการกระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ตออกหลายเส้น เช่น WAN1 และ WAN2 เพื่อช่วยแบ่งโหลดการใช้งาน เหมาะกับสำนักงานที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีทราฟฟิกหลายประเภท
- เข้า Site ที่ต้องการตั้งค่า เช่น Warehouse
- ไปที่ Settings > Transmission > Load Balancing
- เปิดใช้งาน Load Balancing
- กำหนดน้ำหนักของ WAN แต่ละเส้นตามความเร็วอินเทอร์เน็ต
- บันทึกและทดสอบการใช้งาน
Failover หรือ Link Backup
Failover คือการใช้ WAN เส้นหลักเป็นหลัก และให้ WAN เส้นที่สองทำงานเมื่อเส้นหลักมีปัญหา เหมาะกับระบบที่ต้องการความเสถียร เช่น VPN, POS, กล้องวงจรปิด หรือระบบสาขาที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา
- เข้า Site ที่ต้องการตั้งค่า
- ไปที่ Settings > Transmission > Load Balancing หรือ Link Backup ตามเมนูของ Controller Version ที่ใช้งาน
- กำหนด Primary WAN และ Backup WAN
- ตั้งค่า Online Detection เช่น Ping หรือ DNS Lookup
- ทดสอบโดยถอด WAN เส้นหลักเพื่อดูว่าระบบสลับไปเส้นสำรองหรือไม่
การออกแบบ Firewall Policy ระหว่างสาขา
การเชื่อม VPN ข้ามสาขาไม่ได้หมายความว่าทุกอุปกรณ์ควรเข้าถึงกันได้ทั้งหมด ควรกำหนด Firewall Policy เพื่อจำกัดสิทธิ์ตามความจำเป็น
| ต้นทาง | ปลายทาง | Policy ที่แนะนำ |
|---|---|---|
| สาขา Office VLAN | Server ที่ HQ | Allow เฉพาะ Port ที่จำเป็น เช่น File Server, ERP, POS |
| Guest Wi-Fi | HQ LAN | Deny ทั้งหมด |
| CCTV VLAN | NVR หรือ NAS ที่ HQ | Allow เฉพาะ IP และ Port ที่ต้องใช้ |
| Scanner / IoT VLAN | Application Server | Allow เฉพาะระบบที่จำเป็น |
| IT Admin | Gateway / Switch / AP | Allow เฉพาะผู้ดูแลระบบ |
หลักการที่ควรใช้คือ Least Privilege หรือเปิดสิทธิ์เท่าที่จำเป็น ไม่ควร Allow Any-to-Any ระหว่าง Site โดยไม่มีเหตุผล
การตรวจสอบสถานะและ Monitoring
หลังจากตั้งค่า SD-WAN หรือ VPN เสร็จ ควรตรวจสอบสถานะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบข้ามสาขาทำงานได้จริง
- VPN Status: ตรวจสอบว่า Tunnel อยู่ในสถานะ Up หรือ Connected
- Routing Table: ตรวจสอบว่าแต่ละ Site มี Route ไปยังอีก Site ถูกต้อง
- WAN Status: ตรวจสอบว่า WAN ทุกเส้น Link Up และได้รับ IP Address ถูกต้อง
- Gateway Resource: ตรวจสอบ CPU, Memory และ Throughput ของ Gateway
- Latency: ตรวจสอบค่า Ping ระหว่าง HQ และสาขา
- Packet Loss: ตรวจสอบว่ามีการสูญเสียแพ็กเก็ตหรือไม่
- Event Log: ตรวจสอบ Log การหลุดของ WAN, VPN หรืออุปกรณ์
ตัวอย่าง Use Case: เชื่อม HQ กับคลังสินค้า
สมมติองค์กรมีสำนักงานใหญ่และคลังสินค้า โดยคลังสินค้าต้องใช้งานระบบ ERP ที่อยู่ที่ HQ, ดูกล้องวงจรปิดจากส่วนกลาง และต้องการให้ทีม IT บริหาร Switch/AP จาก Controller เดียว
| ความต้องการ | แนวทางออกแบบ |
|---|---|
| พนักงานคลังใช้ ERP ที่ HQ | สร้าง Auto IPsec VPN ระหว่าง Warehouse และ HQ แล้วเปิดเฉพาะ Port ของ ERP |
| กล้อง CCTV ส่งภาพกลับ HQ | แยก VLAN CCTV และกำหนด Firewall ให้ส่งข้อมูลไปยัง NVR/NAS เท่านั้น |
| เน็ตสาขาต้องไม่ล่มง่าย | ใช้ Multi-WAN พร้อม Failover |
| ทีม IT ดูแลจากส่วนกลาง | Adopt Gateway, Switch และ AP เข้าสู่ Omada Controller กลาง |
| Guest Wi-Fi ห้ามเข้าระบบภายใน | แยก VLAN Guest และ Block การเข้าถึง VPN/Subnet ภายใน |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้งค่า Omada SD-WAN
- วง LAN ซ้ำกัน: เช่น HQ และสาขาใช้ 192.168.1.0/24 เหมือนกัน ทำให้ Routing ผ่าน VPN มีปัญหา
- Port Forwarding ไม่ครบ: อุปกรณ์สาขาไม่สามารถ Adopt เข้า Controller ได้
- ไม่ได้ตั้ง Device Management Hostname/IP: อุปกรณ์ไม่รู้ว่าจะติดต่อ Controller ที่ Public IP หรือ FQDN ใด
- Firmware ไม่รองรับ: Gateway หรือ Controller Version ไม่รองรับฟีเจอร์ที่ต้องการ
- Firewall Block ทราฟฟิก VPN: Tunnel ขึ้นแต่ใช้งานข้าม Site ไม่ได้
- Allow Any-to-Any มากเกินไป: เสี่ยงด้านความปลอดภัยเมื่อเชื่อมหลายสาขาเข้าด้วยกัน
- ไม่ได้ทดสอบ Failover: มี WAN สำรองแต่เมื่อเส้นหลักล่ม ระบบไม่สลับจริง
- Gateway รุ่นเล็กเกินไป: VPN Throughput ไม่พอกับจำนวนผู้ใช้หรือกล้อง CCTV
Checklist ก่อนส่งมอบงาน
- Gateway ทุก Site ถูก Adopt เข้า Controller แล้ว
- แต่ละ Site ใช้ LAN Subnet ไม่ซ้ำกัน
- ตั้งค่า VLAN และ DHCP ถูกต้อง
- สร้าง VPN Policy หรือ SD-WAN Policy เรียบร้อย
- VPN Tunnel อยู่ในสถานะ Up หรือ Connected
- Ping ข้าม Site ได้ตามที่ออกแบบ
- Firewall Policy เปิดเฉพาะบริการที่จำเป็น
- Guest Wi-Fi ไม่สามารถเข้าระบบภายในได้
- Multi-WAN และ Failover ทดสอบแล้ว
- Controller มี Backup Configuration
- มีเอกสาร IP Plan, VLAN Plan และ Diagram สำหรับลูกค้า
คำแนะนำด้าน Security
- ใช้รหัสผ่านผู้ดูแลระบบที่แข็งแรง และเปิด MFA หากระบบรองรับ
- จำกัด IP ที่เข้าถึง Controller จากภายนอกได้
- ไม่ควรเปิดพอร์ต Controller สู่ Internet แบบกว้างเกินจำเป็น
- หากใช้ Cloud Controller หรือ Cloud Access ควรตรวจสอบสิทธิ์บัญชีผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ
- แยก VLAN สำหรับ Office, Server, CCTV, IoT และ Guest
- กำหนด Firewall Policy ระหว่าง VLAN และระหว่าง Site
- อัปเดต Firmware ของ Gateway, Switch, AP และ Controller อย่างสม่ำเสมอ
- สำรอง Configuration ของ Controller เป็นระยะ
สรุป
การสร้างระบบเครือข่าย SD-WAN ข้ามสาขาด้วย TP-Link Omada ช่วยลดความซับซ้อนของการตั้งค่า VPN แบบเดิม และทำให้ทีม IT สามารถบริหารจัดการ Gateway, Switch, Access Point, VPN, Multi-WAN และ Policy ต่าง ๆ ได้จากศูนย์กลางเดียว
สำหรับองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่และสาขา การออกแบบแบบ Hub-and-Spoke ร่วมกับ Auto IPsec, Multi-WAN, Firewall Policy และ VLAN ที่เหมาะสม จะช่วยให้ระบบเครือข่ายมีความปลอดภัย เสถียร และดูแลต่อได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า SD-WAN ไม่ใช่แค่กดสร้าง VPN แล้วจบ แต่ต้องเริ่มจากการออกแบบ IP Plan, VLAN, Site Structure, Gateway Sizing, Controller Access, Security Policy และแผน Monitoring ให้ชัดเจน หากออกแบบถูกต้อง Omada จะเป็นโซลูชันที่คุ้มค่าและเหมาะกับธุรกิจ SME ไปจนถึงองค์กรหลายสาขา
